วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558



หมูย่างโอชา

ส่วนประกอบ


  • สันคอหมู 1 กิโลกรัม
  • รากผักชี กระเทียม พริกไทยตำละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลปีบ 2 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสภูเขาทองฝาเขียว 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
  • คนอร์อร่อยชัวร์ 2 ช้อนโต๊ะ
  • ส่วนผสมน้ำจิ้มแจ่ว
  • พริกป่น 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะขามเปียก 9 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 5 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลปีบ 3 ช้อนโต๊ะ
  • คนอร์อร่อยชัวร์ 1 ช้อนชา
  • ข้าวคั่ว 1-2 ช้อนโต๊ะ
  • ผักชีฝรั่งซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  • ต้นหอมซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  • หัวหอมซอย 4 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ


  • นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมเข้าด้วยกัน แล้วนำมาเคล้ากับหมูให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง หรือหมักไว้ข้ามคืน
  • นำหมูไปย่างไฟให้สุกทั้งสองด้าน (หรือจะอบก็ได้แล้วแต่สะดวก) รับประทานกับน้ำจิ้มแจ่ว
  • การทำน้ำจิ้ม โดยนำพริกป่น น้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาลปีบ ข้าวคั่ว และคนอร์อร่อยชัวร์ ใส่ถ้วย ผสมทุกอย่างให้เข้ากัน ใส่ผักชีฝรั่ง ต้นหอม และหัวหอมซอย ผสมให้เข้ากันอีกครั้ง
  • หมายเหตุ สามารถเปลี่ยนจากเนื้อหมู เป็นเนื้อวัว หรือไก่ได้ตามชอบ การหมักเนื้อสัตว์ ถ้าหมักค้างคืนจะทำให้เข้าเนื้อมากขึ้น ส่วนน้ำจิ้มแจ่ว หากชอบเผ็ดสามารถเติมพริกป่นเพิ่มได้ตามชอบ





ไข่ตุ๋นหมูสับ

ส่วนประกอบ

  • ไข่ไก่เบอร์ 0 หรือ 1 3 ฟอง
  • น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง
  • คนอร์อร่อยชัวร์ 2 ½ ช้อนชา
  • แครอทหั่นเต๋าเล็ก 2 ช้อนโต๊ะ
  • หมูสับ 50 กรัม
  • ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  • นำลังถึงใส่น้ำตั้งบนเตาไฟให้เดือด ถ้าต้องการให้ไข่ตุ๋นนุ่มเนียน เมื่อน้ำเดือดแล้วให้ลดไฟลงเป็นไฟอ่อน
  • ตอกไข่ใส่อ่างผสมใส่แครอท และหมูสับ เทน้ำลงไปปรุงรสด้วยคนอร์อร่อยชัวร์คนส่วนผสมให้เข้ากัน ไม่ควรตีไข่ให้ขึ้นฟูจนเป็นฟองเพราะนึ่งแล้วหน้าจะไม่สวยไม่เรียบ จากนั้นเทใส่ภาชนะทนไฟ
  • นำไปนึ่งจนสุกสัก 15-20 นาทีก็จะได้ไข่ตุ๋นเนื้อเนียนน่าทาน
  • หมายเหตุ ถ้าต้องการให้เนื้อไข่ตุ๋นเนียนมากๆให้กรองด้วยผ้าขาวบางก่อนใส่หมู และผัก คนให้เข้ากันเบาๆอย่ามีฟองก่อนนำไปนึ่ง




ข้าวหน้าหมุทอดทงคัตสี

ส่วนประกอบ

  • เนื้อหมูสันในหั่นเป็นชิ้นหนา ½ นิ้ว (ประมาณ 450 กรัม) 3 ชิ้น
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • เกล็ดขนมปัง (กะพอประมาณ) 2 ถ้วย
  • กระเทียมโขลก 5 - 6 กลีบ
  • แป้งสาลี (กะพอประมาณ) ½ ถ้วย
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • คนอร์อร่อยชัวร์ 2 ช้อนชา
  • มายองเนส หรือน้ำจิ้มหมูทอดทงคัตสึแบบญี่ปุ่น
  • ข้าวญี่ปุ่นหุงสุก กะหล่ำปลีหั่นฝอย มะนาว

วิธีทำ

  • ใช้ค้อนทุบเนื้อหมูให้เป็นชิ้นบาง ๆ พอนุ่ม (ใช้ส้อมจิ้มเนื้อหมูให้เป็นรูเครื่องปรุงจะได้เข้าเนื้อ) คลุกเนื้อหมูเข้ากับซีอิ๊วขาว กระเทียมโขลก หมักไว้สัก 20 นาที ใส่แป้งสาลีลงในจาน แล้วนำหมูที่หมักเสร็จนำมาคลุก ให้แป้งติดหมูทั่วๆ ตอกไข่ใส่ถ้วย ตีให้เข้ากัน แล้วก็จุ่มเนื้อหมูลงไป จากนั้นก็ใส่เกล็ดขนมปังจานอีกใบ แล้วก็นำหมูที่พึ่งจุ่มไข่ใส่ลงไปคลุกอีกครั้ง หยิบหมูออกมา แล้วนำไปแช่ตู้เย็นสัก1-2 ชั่วโมง (จะทำให้แป้งติดหมูดียิ่งขึ้น)
  • ใส่น้ำมันลงในกระทะ ตั้งไฟกลางพอน้ำมันร้อนใส่เนื้อหมูลงทอดให้เหลืองกรอบ ตักขึ้น เสริ์ฟพร้อมมายองเนส หรือซอสหมูทอดญี่ปุ่นทงคัตสึ กะหล่ำปลีหั่นฝอย และมะนาว รับประทานกับข้าวญี่ปุ่น หรือข้าวสวยร้อนๆ




ข้าวผัดเเหนมกุนเชียง

ส่วนประกอบ

  • แหนมหั่นแว่น หนา 1 ซม. (50 กรัม) ¼ ถ้วยตวง
  • กุนเชียงหั่นเต๋า 1x1 ซม. (50 กรัม) ¼ ถ้วยตวง
  • ข้าวสวยเย็น (250 กรัม) 1 ½ ถ้วยตวง
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • แครอทหั่นเต๋าเล็ก (12 กรัม) 1 ช้อนโต๊ะ
  • คะน้าหั่นท่อนเล็กๆ (50 กรัม) ประมาณ ½ ถ้วยตวง
  • คนอร์อร่อยชัวร์ (1 ½ ช้อนชา) 5 กรัม
  • กระเทียมสับ (4 กรัม) 1 ช้อนชา
  • น้ำมันพืช (20 กรัม) 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  • ตั้งกระทะน้ำมันบนไฟกลางร้อน ใส่กระเทียมผัดพอหอม แล้วใส่กุนเชียงพร้อมแหนมลงผัดจนสุก จากนั้นใส่ไข่ลงในกระทะพร้อมคนเร็วๆเพื่อให้ไข่กระจาย ไม่จับเป็นก้อน แล้วใส่แครอทและคะน้าลงผัดให้เข้ากัน
  • นำข้าวสวยและคนอร์อร่อยชัวร์ลงไปผัดจนส่วนผสมทั้งหมดสุกและเข้ากันดี นำใส่จานพร้อมเสิร์ฟ
  • หมายเหตุ ข้าวสวยเย็นควรใช้ข้าวหอมมะลิเพราะข้าวเม็ดสวย นุ่ม และไม่แฉะ เมื่อผัดออกมาแล้วทำให้ข้าวผัดดูน่ารับประทาน ขณะผัดข้าวอย่าใช้ตะหลิวสับข้าวเพราะจะทำให้เม็ดข้าวขาด ไม่สวย





ข้าวหน้าเนื้อญี่ปุ่น

ส่วนประกอบ

  • เนื้อวัวติดมัน สไลด์บาง 300 กรัม
  • ขิงขูดละเอียด 5 กรัม
  • สาเก 3 ช้อนโต๊ะ
  • มิริน 3 ช้อนโต๊ะ
  • โชยุ (ซีอิ๊วญี่ปุ่น) 3 ช้อนโต๊ะ
  • คนอร์อร่อยชัวร์ 1 ½ ช้อนชา
  • น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ
  • ปลาโอแห้ง หรือผงดาชิ ¼ ถ้วยตวง
  • น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง
  • ต้นหอมซอย 2 ต้น
  • หัวหอมใหญ่ 1 ลูกหั่นเสี้ยว 200 กรัม
  • ไข่ไก่ 3 ฟอง
  • ข้าวสวยญี่ปุ่น และขิงดองสีแดงตามชอบ

วิธีทำ

  • นำน้ำใส่หม้อตั้งไฟ พอเดือดปิดไฟ ใส่ไข่ลงไปปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที นำออกมาแช่น้ำเย็น พักไว้
  • นำผงดาชิ หรือปลาโอแห้งมาแช่น้ำร้อน (120 มล.) ไว้สัก 10 นาที กรองเอาแต่น้ำซุป พักไว้
  • ขูดขิงสดให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำ ½ ช้อนชา ตั้งน้ำให้เดือดแล้วนำเนื้อวัวลงไปลวกพอสุก ตักขึ้น พักไว้
  • ทำน้ำซอสโดยใส่สาเก มิริน โชยุ น้ำตาลผสมให้เข้ากันในกระทะ เร่งไฟพอซอสเดือด แล้วใส่น้ำซุปปลาโอ ขิงขูด คนอร์อร่อยชัวร์ และหอมใหญ่ปิดฝาต้มให้เดือดสักครู่ แล้วเปิดฝา หรี่ไฟลง เคี่ยวต่อสักครู่ ใส่เนื้อลงไป เมื่อเนื้อสุกให้ปิดไฟ นำเนื้อที่ได้ราดบนข้าวสวยญี่ปุ่นร้อนๆ รับประทานคู่กับไข่ออนเซ็น และขิงดอง


ข้าวผัดน้ำพริกหนุ่มไส้อั่ว

ส่วนประกอบ

  • ไส้อั่วหั่นแว่น (50 กรัม) ¼ ถ้วยตวง
  • ข้าวสวยเย็น (250 กรัม) 1 ½ ถ้วยตวง
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • น้ำพริกหนุ่ม 1 ช้อนโต๊ะ
  • แครอทหั่นเต๋าเล็ก (12 กรัม) 1 ช้อนโต๊ะ
  • ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกหนุ่มหั่นแฉลบ 1 เม็ด
  • คนอร์อร่อยชัวร์(5 กรัม) 1 ½ ช้อนชา
  • กระเทียมสับ (4 กรัม) 1 ช้อนชา
  • น้ำมันพืช (20 กรัม) 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  • ตั้งกระทะใส่น้ำมันพอร้อน ใส่กระเทียมผัดพอหอม ใส่น้ำพริกหนุ่มผัดกับกระเทียมจนมีกลิ่นหอม
  • จากนั้นใส่ใส้อั่วลงผัดสักครู่ ใส่ไข่ลงในกระทะคนเร็วให้ไข่กระจายไม่จับเป็นก้อน ใส่แครอท และพริกหนุ่มผัดพอสุก
  • ใส่ข้าวสวยและคนอร์อร่อยชัวร์ผัดจนส่วนผสมทั้งหมดสุกและเข้ากันดี ใส่ต้นหอมผัดพอเข้ากัน ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ

ส่วนผสม

น้ำตาล เป็นชื่อเรียกทั่วไปของคาร์โบไฮเดรตชนิดละลายน้ำ โซ่สั้น และมีรสหวาน ส่วนใหญ่ใช้ประกอบอาหาร น้ำตาลเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน มีน้ำตาลหลายชนิดเกิดมาจากที่มาหลายแหล่ง น้ำตาลอย่างง่ายเรียกว่าโมโนแซ็กคาไรด์และหมายรวมถึงกลูโคส (หรือ เด็กซ์โตรส) ฟรุกโตส และกาแลกโตส น้ำตาลโต๊ะหรือน้ำตาลเม็ดที่ใช้เป็นอาหารคือซูโครส เป็นไดแซ็กคาไรด์ชนิดหนึ่ง (ในร่างกาย ซูโครสจะรวมตัวกับน้ำแล้วกลายเป็นฟรุกโตสและกลูโคส) ไดแซ็กคาไรด์ชนิดอื่นยังรวมถึงมอลโตส และแลกโตสด้วย โซ่ของน้ำตาลที่ยาวกว่าเรียกว่า โอลิโกแซ็กคาไรด์ สสารอื่น ๆ ที่แตกต่างกันเชิงเคมีอาจมีรสหวาน แต่ไม่ได้จัดว่าเป็นน้ำตาล บางชนิดถูกใช้เป็นสารทดแทนน้ำตาลที่มีแคลอรีต่ำ เรียกว่าเป็น วัตถุให้ความหวานทดแทนน้ำตาล (artificial sweeteners)
น้ำตาลพบได้ทั่วไปในเนื้อเยื่อของพืช แต่มีเพียงอ้อย และชูการ์บีตเท่านั้นที่พบน้ำตาลในปริมาณความเข้มข้นเพียงพอที่จะสกัดออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อ้อยหมายรวมถึงหญ้ายักษ์หลายสายพันธุ์ในสกุล Saccharum ที่ปลูกกันในเขตร้อนอย่างเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่สมัยโบราณ การขยายการผลิตเกิดขึ้นในคริสศตวรรษที่ 18 พร้อมกับการสร้างไร่น้ำตาลในเวสต์อินดีส และอเมริกา เป็นครั้งแรกที่คนทั่วไปได้ใช้น้ำตาลเป็นสิ่งที่ให้ความหวานแทนน้ำผึ้ง ชูการ์บีต โตเป็นพืชมีรากในที่ที่มีอากาศเย็นกว่าและเป็นแหล่งที่มาส่วนใหญ่ของน้ำตาลในศตวรรษที่ 19 หลังจากมีวิธีสกัดน้ำตาลเกิดขึ้นหลายวิธี การผลิตและการค้าน้ำตาลเปลี่ยนแปลงไปตามวิถีชีวิตของมนุษย์ มีอิทธิพลต่อการก่อตั้งอาณานิคม การมีอยู่ของทาส การเปลี่ยนผ่านไปสู่สัญญาแรงงาน การย้ายถิ่นฐาน สงครามระหว่างชาติที่ครอบครองน้ำตาลในศตวรรษที่ 19 การรวมชนชาติและโครงสร้างทางการเมืองของโลกใหม่
น้ำปลา เป็นเครื่องปรุงรสที่ได้จากการหมักปลา กับเกลือให้มีรสเค็มและกลิ่นชวนรับประทาน เป็นส่วนผสมสำคัญของแกงและน้ำจิ้มหลายชนิด น้ำปลาเป็นส่วนผสมสำคัญของอาหารในประเทศเวียดนาม ไทย ลาว กัมพูชา และฟิลิปปินส์ และใช้ในอีกหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้น้ำปลายังใช้เป็นน้ำจิ้มในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ปลากุ้งหมู และไก่ ส่วนทางตอนใต้ของจีน จะใช้น้ำปลาเป็นส่วนผสมของน้ำซุปและอาหารตุ๋น ส่วนคนแต๋จิ๋วเรียกว่า หื่อโหล่ว (จีน魚露) เป็นเคล็ดลับทำให้อาหารอร่อย เป็นหนึ่งใน "สามรัตนะของอาหารแต้จิ๋ว" อันประกอบด้วย น้ำปลา หัวไชโป๊และเกี้ยมไฉ่ [1]ขณะที่ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า "น็อกนัม" (Nuoc-mâm) โดยเรียกตามภาษาเวียดนาม
เกลือ เป็นแร่ธาตุส่วนใหญ่ประกอบด้วยโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) สารประกอบในระดับสูงกว่าเกลือชนิดต่าง ๆ เกลือในธรรมชาติก่อตัวเป็นแร่ผลึกรู้จักกันว่า เกลือหิน หรือแฮไลต์ เกลือพบได้ในปริมาณมหาศาลในทะเลซึ่งเป็นองค์ประกอบของแร่ที่สำคัญ ในมหาสมุทรมีแร่ธาตุ 35 กรัมต่อลิตร ความเค็ม 3.5% เกลือเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตสัตว์ ความเค็มเป็นรสชาติพื้นฐานของมนุษย์ เนื้อเยื่อสัตว์บรรจุเกลือปริมาณมากกว่าเนื้อเยื่อพืช ดังนั้นอาหารของชนเผ่าเร่ร่อนที่ดำรงชีวิตในฝูงต้องการเกลือเพียงเล็กน้อย หรือไม่ต้องการเกลือเลย ขณะอาหารประเภทซีเรียลจำเป็นต้องเพิ่มเกลือ เกลือเป็นหนึ่งในเครื่องปรุงรสที่เก่าแก่ที่สุดและหาได้ง่ายที่สุด และการดองเค็มก็เป็นวิธีการถนอมอาหารที่สำคัญวิธีหนึ่ง
หลักฐานการทำเกลือยุคแรกที่สุดย้อนไปถึง 6,000 ปีที่แล้ว เมื่อคนที่อาศัยในประเทศโรมาเนียต้มน้ำเพื่อสกัดเกลือ การทำนาเกลือในจีนก็เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน เกลือถูกชาวฮีบรู กรีก โรมัน ไบแซนไทน์ ฮิไทต์ และอียิปต์ ตีราคาสูง เกลือกลายเป็นวัตถุสำคัญและขนส่งทางเรือผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ผ่านทางทางเกลือที่สร้างขึ้นเฉพาะ และผ่านทะเลทรายซาฮาราในคาราวานอูฐ ความขาดแคลนและความต้องการเกลือทั่วโลกนำไปสู่สงครามชิงเกลือ และใช้เกลือเพื่อเพิ่มภาษีเงินได้ เกลือยังถูกใช้ในพิธีทางศาสนา และวัฒนธรรมต่าง ๆ ด้วย
เกลือผลิตจากเหมืองเกลือ หรือจากการระเหยน้ำทะเล หรือน้ำซับที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุในบ่อตื้น ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหลักของเกลือคือโซดาไฟ และคลอรีน และใช้ในกระบวนการทางอุตสาหกรรมและในการผลิตโพลีไวนิลคลอไรด์พลาสติก เยื่อกระดาษ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากการผลิตเกลือปริมาณสองล้านตันต่อปี มีเพียง 6% ที่ให้มนุษย์บริโภค ส่วนอื่น ๆ ใช้ในการปรับสภาวะของน้ำ กำจัดน้ำแข็งบนถนน และใช้ในการเกษตร เกลือที่กินได้มีขายในหลายรูปแบบ เช่น เกลือสมุทรและเกลือโต๊ะปกติจะบรรจุสารป้องกันการรวมตัวเป็นก้อน และอาจเสริมไอโอดีนเพื่อป้องกันภาวะพร่องไอโอดีน นอกจากจะใช้ปรุงอาหารและวางบนโต๊ะแล้ว เกลือยังพบได้ในอาหารแปรรูปจำนวนมาก อาหารที่มีโซเดียมมากเกินไปทำให้ความดันโลหิตสูง และอาจเพิ่มความเสี่ยงของกล้ามเนื้อหัวใจตายเหตุขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าผู้ใหญ่ควรบริโภคโซเดียมน้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัม หรือเทียบเท่ากับเกลือ 5 กรัมต่อวัน
พริกไทย (ชื่อวิทยาศาสตร์Piper nigrum) เป็นพืชมีผลเป็นพวงเม็ดขนาดเล็ก และเป็นเครื่องเทศที่ให้รสเผ็ดร้อน สามารถนำมาทำพริกไทยแห้งเป็นเครื่องปรุงสำหรับอาหาร ซึ่งถ้าทำแห้งทั้งเปลือกจะได้พริกไทยดำเนื่องจากผงของเปลือกเป็นสีดำปนอยู่ ส่วนพริกไทยขาวได้จากการลอกเปลือกออกก่อนทำเป็นผง
พริกไทย เป็นต้นไม้ประเภทไม้เลื้อย มีความสูงประมาณ 5 เมตร ลักษณะของลำต้นเป็นข้อๆ เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืน ระบบรากของต้นพริกไทยจะมีเกิดบริเวณข้อตามลำต้นเป็นรากเล็กๆจะเป็นรากที่ช่วยยึดเกาะ และมีรากที่อยู่ในดินขนาดใหญ่ประมาณ 3-6 ราก แต่ละรากจะมีรากฝอย ลักษณะใบจะมีสีเขียวสด ใบใหญ่คล้ายใบโพ ดอกของพริกไทยจะมีขนาดเล็ก จะออกช่อตามข้อเป็นพวง เมล็ดจะมีลักษณะกลมติดกันเป็นพวง
ต้นหอมเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็กตระกูลเดียวกับกระเทียม มีหัวสีขาวบ้างก็ปนสีม่วงอยู่ใต้ดิน ทำหน้าที่สะสมอาหาร ใบเป็นท่อยาว ปลายแหลม ภายในกลวง ดอกมีสีขาวออกเป็นช่อ ก้านช่อดอกยาว ช่อดอกเมื่อบานมีลักษณะคล้ายร่ม มีดอกย่อยเป็นจำนวนมาก ต้นหอมกินได้ทั้งใบ ดอก และหัว มีกลิ่นฉุนและรสซ่า นิยมนำไปกินเป็นผักเคียงกับอาหารชนิดอื่นๆ เช่น ข้าวหมูแดง ส่วนใบใช้ตกแต่งโรยหน้าอาหาร และใส่ในต้ม ผัด ยำ แกงต่างๆ หรือนำไปดอง
ผักชีหรือผักชีลา ผักหอมป้อม (อังกฤษCorianderชื่อวิทยาศาสตร์Coriandrum sativum) เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็กในวงศ์ Apiaceae ใบติดกับลำต้น มีใบย่อยเป็นจำนวนมาก ใบหยักลึกเข้าหากลางใบ ดอกช่อ ดอกย่อยสีขาวอมชมพู ผลมีลักษณะรี ค่อนข้างกลม แก่จัดเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล มีเมล็ด 2 เมล็ด ใช้รับประทานเป็นผัก และตกแต่งในอาหารหลายชนิด เช่น ใส่ในลาบ ก้อย แหนมสด รากผักชีใช้เป็นส่วนประกอบในน้ำพริกแกง ใส่ในทอดมัน ห่อหมก น้ำจิ้ม เมล็ดใช้เป็นเครื่องเทศ ใส่ในน้ำพริกแกง สะเต๊ะ บาเยีย ข้าวหมกไก่
พริก เป็นพืชในตระกูล Solanaceae มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Capsicum frutescens L. ชื่อภาษาอังกฤษว่า Chilli peppers, chili, chile หรือ chilli มาจากคำภาษาสเปน ว่า chile โดยส่วนมากแล้ว ชื่อเหล่านี้มักหมายถึง พริกที่มีขนาดเล็ก ส่วนพริกขนาดใหญ่ที่มีรสอ่อนกว่าจะเรียกว่า Bell Pepper ในสหรัฐอเมริกา Pepper ในประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์, capsicum ในประเทศอินเดียกับออสเตรเลีย และ Paprika ในประเทศทวีปยุโรปหลายประเทศ พริกชนิดต่างๆ มีต้นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกา ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มีปลูกกันในหลายประเทศทั่วโลก เพราะพริกเป็นเครื่องเทศที่สำคัญชื่อหนึ่ง และยังมีคุณสมบัติเป็นยาสมุนไพรด้วยเช่นกัน